วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เมืองกาญจนบุรี



                               กาญจนบุรี

ความเป็นมาของกาญจนบุรี เท่าที่มีการค้นพบหลักฐานนั้น ย้อนไปได้ถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อมีการค้นพบเครื่องมือหินในบริเวณบ้านเก่า อำเภอเมืองฯ ล่วงมาถึงสมัยทวารวดี ซึ่งมีหลักฐานคือซากโบราณสถานที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี เป็นเจดีย์ลักษณะเดียวกับจุลประโทนเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม บ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งค้นพบโบราณวัตถุ เช่น พระพิมพ์สมัยทวารวดีจำนวนมาก สืบเนื่องต่อมาถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบคือปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งมีรูปแบบศิลปะแบบขอม สมัยบายน
   กาญจนบุรียังปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า กาญจนบุรีเป็นเมืองขึ้นของสุพรรณบุรีในสมัยสุโขทัย ครั้นมาถึงสมัยอยุธยา กาญจนบุรีก็มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญจนกระทั่งถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ เดิมตัวเมืองกาญจนบุรีเดิมนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลลาดหญ้า (บริเวณเขาชนไก่ในปัจจุบัน) ภายหลังจนถึง พ.ศ. 2374 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้ก่อสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการขึ้นเป็นการถาวร ณ เมืองกาญจนบุรีใหม่โดยตั้งอยู่ ณ ตำบลปากแพรก อันเป็นสถานที่บรรจบของแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย โดยตัวเมืองอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์และด้านการค้า โดยเริ่มก่อสร้างเมืองเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2374 และสำเร็จในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2375 และได้แยกออกจากสุพรรณบุรีนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งนี้โดยมีพระราชประสงค์ส่วนใหญ่เพื่อติดต่อค้าขายกับเมืองราชบุรี ดังพระราชนิพนธ์เสด็จพระพาสไทรโยค กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "แต่มีเมืองปากแพรกเป็นที่ค้าขาย ด้วยเขาชนไก่เมืองเดิมอยู่เหนือมากมีแก่งถึงสองแก่ง ลูกค้าไปมาลำบาก จึงลงมาตั้งเมืองเสียที่ปากแพรกนี้เป็นทางไปมาแก่เมืองราชบุรีง่าย เมืองที่สร้างขึ้นใหม่ กว้าง 5 เส้น ยาว 18 วา มีป้อม 4 มุมเมือง ป้อมย่านกลางด้านยาวตรงหน้าเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้มีป้อมใหญ่อยู่ตรงเนิน ด้านหลังมีป้อมเล็กตรงกับป้อมใหญ่ 1 ป้อม" การสร้างเมืองกาญจนบุรีใหม่นี้ ดังปรากฏในศิลาจารึกดังนี้ ให้พระยาราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจเป็นพระยาประสิทธิสงครามรามภักดีศรีพิเศษประเทศนิคมภิรมย์ราไชยสวรรค์พระยากาญจนบุรี ครั้งกลับเข้าไปเฝ้าโปรดเกล้าฯว่าเมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองอังกฤษ พม่า รามัญ ไปมาให้สร้างเมืองก่อกำแพงขึ้นไว้จะได้เป็นชานพระนครเขื่อนเพชรเขื่อนขัณฑ์มั่นคงไว้แห่งหนึ่ง ในปัจจุบันกำแพงถูกทำลายลงโดยธรรมชาติและหน่วยราชการเพื่อประโยชน์อย่างอื่น เหลือเพียงประตูเมืองและกำแพงเมืองบางส่วน
ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการจัดรูปแบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล กาญจนบุรีถูกโอนมาขึ้นกับมณฑลราชบุรี และยกฐานะเป็นจังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ. 2467
เหตุการณ์ที่ทำให้กาญจนบุรีมีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ จากชุมทางหนองปลาดุกในประเทศไทย ไปยังเมืองทันบูซายัตในพม่า โดยเกณฑ์เชลยศึกและแรงงานจำนวนมากมาเร่งสร้างทางรถไฟอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งจากความเป็นอยู่ที่ยากแค้นและโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า ซึ่งภาพและเรื่องราวของความโหดร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในกาญจนบุรี






โรงเรียน

           
ตราดสรรเสริญวิทยาคม


ประวัติโรงเรียนตราดสรรเสริญวิทยาคม

                   โรงเรียนตราดสรรเสริญวิทยาคม  เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา ชื่อ “โรงเรียนตราดสรรเสริญ” เปิดสอนตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๒ โดยใช้ศาลาการเปรียญของวัดกลางเป็นอาคารเรียนชั่วคราว ในปีต่อมาได้ย้ายไปใช้ศาลาการเปรียญวัดไผ่ล้อม เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นและ ในปีการศึกษา ๒๕๐๕ ได้ย้ายมาทำการเรียนการสอนยังสถานที่ตั้งปัจจุบัน 
ปีการศึกษา ๒๕๐๔  ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๓ กำหนดให้โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนตราดสรรเสริญจึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา
ปีการศึกษา ๒๕๑๘ โรงเรียนตราดสรรเสริญมีจำนวนนักเรียนน้อยลง  ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐกำหนดให้ขยายการศึกษาภาคบังคับจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗
ปีการศึกษา ๒๕๑๙ ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๐ กำหนดให้นักเรียน เรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ๖ ปี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ๓ ปี และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ๓ ปี โรงเรียนตราดสรรเสริญไม่มีนักเรียนมาสมัครเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา จังหวัดจึงได้ขอเปิดเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นชื่อ “โรงเรียนตราดสรรเสริญวิทยาคม” โดยโอนทรัพย์สิน บุคลากรทั้งหมดของโรงเรียนตราดสรรเสริญ เป็นของโรงเรียน  เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
ปีการศึกษา ๒๕๓๓ โรงเรียนได้เปิดสาขาโรงเรียนที่ตำบลห้วยแร้ง ตามนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา ปัจจุบัน คือ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม
ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๕ โรงเรียนเปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖) เพิ่มขึ้น
ในปีการศึกษา ๒๕๓๙ โรงเรียนได้รับคัดเลือกเข้าโครงการปฏิรูปการศึกษา และปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ระดับช่วงชั้นที่ ๓ – ช่วงชั้นที่ ๔ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖)
 
ปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 2016-11-29 10:32:56 น.







สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดตราด

  1. เกาะช้าง


ประวัติ เกาะช้าง

สำหรับ อุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะช้าง หรือที่นิยมเรียกกันจนติดปากว่า เกาะช้าง นั้นตั้งอยู่ในเขตแหลมงอบ จังหวัดตราด และเป็นจังหวัดชายแดนภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเกาะช้างนับว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ในทะเลอ่าวไทย และเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศรองลงมาจากเกาะภูเก็ต มีพื้นที่รวม 268,125 ไร่ จากลักษณะการเรียงตัวกันของบรรดาหมู่เกาะน้อยใหญ่รวมกว่า 52 เกาะ มีลักษณะคล้ายกับรูปโขลงช้างเดินเรียงตัวกัน จึงเป็นสาเหตุให้เรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า เกาะช้าง โดยลักษณะส่วนใหญ่ของเกาะช้างมีภูมิประเทศที่เป็นเขาสูง มีผาหินสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาสลักเพชร อีกทั้ง เกาะช้าง ยังมีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ และเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะเป็นป่าดิบเขาทำให้เกิดเป็นน้ำตกหลายสาย
โดยในช่วงฤดูที่เป็นต้นฝนปลายร้อนแบบนี้ อากาศก็เหมาะเป็นอย่างมากในการเดินทางไปตากลมชมวิวไกลสุดลูกหูลูกตาที่ทะเล ซึมซับบรรยากาศดีๆ ผ่อนคลายสมองด้วยการมองดูน้ำทะเลใสๆ รับลมทะเลกันสักหน่อยก็น่าจะฟินไม่น้อยอยู่เหมือนกัน สนุก! ท่องเที่ยว เลยขอแนะนำ “ เกาะช้าง ” สถานที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขที่จะทำให้คุณสุขใจสุดๆ ที่ได้มา
ชายหาด
ชายหาด
ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมายัง เกาะช้าง ได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ถือว่าเป็นฤดูการท่องเที่ยวของที่นี่คงหนีไม่พ้นช่วงหน้าร้อน โดยสำหรับที่นี่แล้วถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนแต่อากาศบนเกาะจะไม่ร้อนมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น มีภูเขาสูง เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย รวมถึงน้ำตกต่างๆ ที่อยู่บนเกาะ ส่วนพื้นที่ราบบริเวณเชิงเขาจะเป็นพื้นที่สำหรับการปลูกยางพาราและผลไม้ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะ อาทิ สับปะรด แตงโม ทุเรียน เป็นต้น อีกทั้งยังมี 8 หมู่บ้าน ได้แแก่ สลักเพชร สลักคอก เจ้กแบ้ บ้านด่านใหม่ คลองสน คลองพร้าว คลองนนทรี และบ้านบางเบ้า มีสถาที่ราชการ อำเภอ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล และเป็นที่ตั้งอุทยานฯหมู่ เกาะช้าง พื้นที่บางส่วนก็ยังเป็นสถานที่พักแรม ร้านอาหาร ตลอดจนสถานบันเทิงต่างๆ ไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติเกาะช้าง
อุทยานแห่งชาติเกาะช้าง
การมาเที่ยวที่ เกาะช้าง มีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายแล้วแต่ความชอบจะเป็นว่ายน้ำเล่นที่ชายหาด เที่ยวน้ำตก ปีนเขา เดินป่า ขี่ช้าง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ล่องเรือ ตกปลา ไดหมึก หรือจะไปดำน้ำดูปะการังท่ามกลางฝูงปลาน้อยใหญ่สีสันสวยงามแปลกตาตามหมู่เกาะรังหรือเกาะหวาย ที่นี่น้ำทะเลสวยใสมากทำให้เห็นปลาและปะการังได้อย่างชัดเจน เพียงแค่นำเรือมาจอดตรงจุดดำน้ำเหล่าปลาสลิดหินลายก็ออกมาต้อนรับกันอย่างคับคั่งสามารถมองเห็นได้แม้อยู่บนเรือเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้สำหรับแขกผู้มาเยือนเป็นอย่างมาก และเมื่อได้ดำน้ำลงไปก็สามารถเห็นปลาอีกหลากหลายชนิด เช่น ปลานกแก้ว ปลาปักเป้าลูกไก่ ปลาการ์ตูนอินเดียแดง ดอกไม้ทะเล หอยเม่น ปลิงทะเล ฯลฯ ดูเหมือนว่าเรากำลังว่ายน้ำอยู่ในตู้ปลาขนาดใหญ่
ชายหาดเกาะช้าง
ชายหาดเกาะช้าง

การเดินทางไปเกาะช้าง

มาที่จังหวัดตราดนั้นประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร ระหว่างทางนักท่องเที่ยวสามารถแวะพักดื่มกาแฟที่ร้านหลวงปู่กาแฟสด L.P Coffee ร้านสวยบรรยากาศดี มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลายเมนู อยู่ระหว่างทางจากระยองมุ่งสู่จังหวัดจันทบุรี ร้านอยู่ติดทางหลวงหมายเลข 3 ฝั่งตรงข้ามทางแยกเข้าร้านตำนานป่า มีป้ายบอกชื่อร้านอย่างเด่นชัด เมื่อพักหายเหนื่อยแล้วก็ขับรถมุ่งตรงมายังจังหวัดตราด มาที่แหลมงอบ ที่นี่มีท่าเรือเฟอร์รี่ให้ลงได้ 2 จุด คือ ท่าเรือ เกาะช้าง เฟอร์รี่อ่าวธรรมชาติและท่าเรือเซ็นเตอร์พอยท์เฟอร์รี่ สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลข้ามไปได้ ถนนบนเกาะลาดยางสะดวกสบาย แต่มีเพียงบางช่วงที่ทางค่อนข้างลาดชันจึงควรขับรถด้วยความระมัดระวัง ที่สำคัญบนเกาะนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สถานที่เที่ยวใน เกาะช้าง

แต่สำหรับใครที่เดินทางมาถึง เกาะช้าง แล้ว แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนบนเกาะดี เราก็ได้นำเอาสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ชิคๆ มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้เดินทางไปเยือนกัน

1. หาดคลองพร้าว

หาดคลองพร้าวตั้งอยู่ทางด้านตะวันของ เกาะช้าง อยู่ถัดมาจากหาดทรายขาวประมาณ 4 กิโลเมตร ลักษณะของหาดคลองพร้าวเริ่มต้นจากแหลมไชยเชษฐ์ยาวไปจนถึงหาดไก่แบ้ ชายหาดมีบรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยทิวมะพร้าว บริเวณริมหาดเรียงรายไปด้วยรีสอร์ทและร้านอาหารที่เปิดให้บริการ แต่ไม่อดอัดมา นับว่ายังคงรักษาความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัวเอาไว้ดีพอสมควร เหมาะมากที่จะเดินทางมาพักผ่อน ลุยทราย เล่นน้ำทะเลใส หรืออาจจะชวนเพื่อนๆ มาเล่นกีฬาริมหาดก็เก๋ไม่เบาอยู่เหมือนกันนะ

2. หาดไก่แบ้

หาดไก่แบ้ตั้งอยู่ถัดห่างจากท่าเรืออ่าวสับปะรดประมาณ 15 กิโลเมตร มีขนาดเล็กกว่าและอยู่ถัดไปจากหาดคลองพร้าว เป็นสถานที่ยอดนิยมในการมาชมพระอาทิตย์ตกน้ำ ซึ่งจุดชมวิวจะอยู่ทางทิศตะวันตก สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกสีสันสวยงามได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถมองเห็นความสวยงามของเกาะมันใน เกาะมันนอก เกาะปลี และเกาะหยวกได้อีกด้วย ดังนั้นหากใครที่ต้องการเวลาพักผ่อนอันแสนเงียบสงบ มีชายหาดที่สามารถลงเล่นน้ำได้ หรืออยากจะนอนอาบแดดสบายๆ หาดไก่แบ้ก็ถือว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมดได้อย่างลงตัว

3. หาดท่าน้ำ

หาดท่าน้ำ หรือ Lonely Beach มีลักษณะเป็นอ่าวขนาดใหญ่ มีหาดทรายยาวไปจนสุดแหลมท่าน้ำ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายทุกรูปแบบ มาอิงแอบนั่งฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง มองบรรยากาศชายทะเลที่ยาวสุดลูกหูลูกตา หรือจะลงเล่นน้ำทะเลสีฟ้าใสให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำก็ดูจะเข้าที ที่นี่ ให้บรรยากาศความเป็นส่วนตัวในแบบที่หาที่ไหนไม่ได้ อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะเดินทางมาชมพระอาทิตย์ตกน้ำกันได้บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ เรียกได้ว่าเหมาะเป็นอยากมากหากใครจะมาพักผ่อนในวันหยุดยาว และใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนเดินทางกันที่หาดท่าน้ำ 

4. อนุสรณ์ยุทธนาวี

อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเป็นสถานที่เที่ยวชมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ เกาะช้าง ใกล้อ่าวสลักเพชร ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสกรณีพิพาททางเขตแดนด้านตะวันออก โดยในอดีตฝ่ายไทยนั้นสามารถขับไล่ข้าศึกให้ล่าถอยไปได้ แต่ต้องสูญเสียเรือรบหลวง 3 ลำ คือ เรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี อีกทั้งยังได้สูญเสียทหารพลประจำเรือถึง 36 นาย บริเวณภายในเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หันพระพักตร์ไปยังบริเวณยุทธนาวี เกาะช้าง ด้านล่างของอนุสาวรีย์ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับเรือรบจำลอง เพื่อระลึกถึงเรื่องราวการสู้รบระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือฝรั่งเศส อีกทั้งในวันที่ 17 มกราคมของทุกปี กองทัพเรือยังถือเป็นวันทำบุญประจำปีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารเรือไทยที่ได้สละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกปองแผ่นดินไทย สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นที่เคารพสักการะของคนในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว

5. น้ำตกธารมะยม

น้ำตกธารมะยมตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะช้าง มีเส้นทางเดินเข้าไปยังน้ำตกไม่ลำบากมากนัก ซึ่งนับว่าเป็นความพิเศษของที่นี่ น้ำตกธารมะยม เป็นน้ำตกขนาดกลาง 4 ชั้น มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลผ่านลงมาเป็นชั้นๆ ตามร่องหินแกรนิตสีดำ บริเวณโดยรอบเป็นป่าดงดิบ อีกทั้งมีหน้าผาสูงชันจนเกือบตั้งฉาก อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การมาตั้งแคมป์ เล่นน้ำตก และเดินป่าเป็นอย่างยิ่ง บริเวณชั้นที่ 1 ของน้ำตกจะมีแอ่งน้ำด้านหน้าที่ไม่สูงมากนัก น้ำตกชั้นที่ 2 จะอยู่สูงขึ้นไปเล็กน้อย ส่วนชั้นที่ 3 และ 4 มีระยะทางค่อนข้างไกล เดินทางลำบาก ซึ่งทางอุทยานได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินป่า รวมถึงต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางไปด้วยเพื่อความปลอดภัย

6. บ้านช้างไทย

บ้านช้างไทยเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนรักช้างจะต้องชื่นชอบ อยากให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับการชมวิวบนหลังช้างที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งที่บ้านช้างยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราได้ลองทำ อาทิ กิจกรรมขี่ช้างชมไพร หรือการอาบน้ำให้ช้าง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโชว์การแสดงความสามารถพิเศษของช้างน้อย อย่าง การระบายสี เต้นระบำ หรือการนวด รับรองได้ว่าใครที่ได้เดินทางมาที่นี่จะต้องได้ความประทับใจ พร้อมกับรูปถ่ายกลับไปเต็มกระเป๋าอย่างแน่นอน

แนะนำ ที่พักบน เกาะช้าง

ที่ เกาะช้าง ไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวนั้น แต่ยังมีที่พักสุดเก๋ไก๋ บรรยากาศดีไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง เกาะช้าง บางแห่งอยู่ใกล้น้ำตก บางแห่งอยู่ใกล้ชายหาด ก็สามารถเลือกกันได้ว่าแต่ละคนมีความชอบแบบไหน แต่แน่นอนเมื่อพูดถึงแล้วต้องไม่ได้มามือเปล่า เราได้เสาะหาที่พักบน เกาะช้าง เล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันด้วย เอาไว้สำหรับเป็นตัวเลือกในการท่องเที่ยวครั้งต่อไป เผื่อว่าครั้งอยากจะค้างแรมบน เกาะช้าง
โรงแรมบ้านปู เกาะช้าง
โรงแรมบ้านปู เกาะช้าง
(โรงแรมบ้านปู)
โรงแรมบ้านปู
เริ่มต้นกันด้วยที่พักบน เกาะช้าง สุดแสนเรียบง่าย แต่บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ กับ โรงแรมบ้านปู เป็นสถานที่พักผ่อนที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ อบอวนไปด้วยความเป็นส่วนตัว ผสมผสานกับความเป็นธรรมชาติบนบริเวณพื้นที่หาดทรายขาวที่นับว่าเป็นจุดที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของ เกาะช้าง มีการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้พื้นเมืองของจังหวัดตราด ห้องพักทุกห้องมีลักษณะเป็นบ้าน ภายในตกแต่งด้วความเป็นพื้นเมือง ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ ที่ใครที่มีโอกาสเดินทางมาที่ เกาะช้าง ก็อย่าลืมลองแวะมาพักที่นี่กัน
รามายานา เกาะช้าง รีสอร์ท แอนด์ สปา
รามายานา เกาะช้าง รีสอร์ท แอนด์ สปา
(รามายานา เกาะช้าง รีสอร์ท แอนด์ สปา)
รามายานา เกาะช้าง รีสอร์ท แอนด์ สปา
มาต่อกันด้วยที่พักใจกลางธรรมชาติบน เกาะช้าง ซึ่งโอบล้อมไปด้วยทิวเขาและพันธุ์ไม้อันเขียวขจีบนหาดคลองพร้าว อย่าง รามายานา เกาะช้าง รีสอร์ท แอนด์ สปา มีการออกแบบและตกแต่งบริเวณโดยรอบในสไตล์โอเร็ลตัลร่วมสมัยที่มีความหรูหรา กว้างขวาง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมหากาพย์วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ บนพื้นที่ 17 ไร่ มีห้องพักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวกว่า 65 ห้อง ซึ่งห้องพักแต่ละห้องได้มีการนำชื่อของตัวละคร รวมถึงสถานที่สำคัญๆ ในเรื่องมาเป็นชื่อประจำห้อง อีกทั้งยังมีสไตล์การตกแต่งที่เฉพาะตัวในแต่ละห้องอีกด้วย เรียกได้ว่าเมื่อนักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ยังไงก็ไม่ผิดหวังแน่นอน
โคโคนัท บีช รีสอร์ท เกาะช้าง
โคโคนัท บีช รีสอร์ท เกาะช้าง
(โคโคนัท บีช รีสอร์ท)
โคโคนัท บีช รีสอร์ท เกาะช้าง
มาต่อกันด้วยที่พักแห่งสุดท้ายที่เรานำมาฝาก เรียกได้ว่าแปลกแต่น่าไปหย่อนตัวลงบนเตียงสุดๆ กับ โคโคนัท บีช รีสอร์ท นับว่าเป็นสถานที่พักแห่งใหม่บน เกาะช้าง ตั้งอยู่หาดคลองพร้าว โดยเขากล่าวกันว่าเป็นที่พักที่รวมความแตกต่างของบังกะโลเอาไว้มากที่สุด ส่วนด้านหลังก็ได้มีการสร้างเป็น โรงแรมโคโคนัท บีช รีสอร์ท ซึ่งเปิดได้ไม่นาน มีการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้เมืองร้อนเอาไว้ในสวนดูร่มรื่น อีกทั้งยังมีมุมติดวิวทะเล ป่าฝนบนภูเขาที่อยู่ด้านหลังดูสวยงาม บรรยากาศดีเอามากๆ ส่วนห้องพักก็มีความสวยงาม มีการตกแต่งในรูปแบบไทยแท้ พร้อมพรั่งไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้เดินทางมาพักต้องการ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่นักท่องเที่ยวคนไหนเมื่อเดินทางมายัง เกาะช้าง ต้องลองมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง ไม่งั้นจะเสียใจนะ !
ขอบคุณรูปภาพที่พัก: www.agoda.com
-----
นี่ยังเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยของสถานที่ท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะช้าง หรือว่า เกาะช้าง ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังอยากจะมาสัมผัสความเป็นธรรมชาติ ป่าสวย น้ำใส บรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบเลย แล้วทำไมคนไทยถึงไม่เดินทางมาดูให้เห็นด้วยตาล่ะว่าความสวยงามอย่างที่คนอื่นว่านั้นเป็นอย่างไร แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าธรรมชาติเหล่านี้กว่าจะเติบโต เข้าที่เข้าทาง สวยงาม หาดูได้ยากอย่างทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ร้อยกี่พันปีกว่าจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นมาแล้วก็อย่าลืมช่วยกันรักษาธรรมชาติ อย่าเพิ่งทำลายความสวยงามจนไม่เหลือเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ดู คราวนี้เราก็มีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางมาที่ เกาะช้าง เผื่อว่าใครอยากมาแต่ไม่รู้ว่าจะเดินทางมาอย่างไรดี
การเดินทางไปเกาะช้าง
การเดินทางไปเกาะช้าง

การเดินทางไป เกาะช้าง

โดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดตราดสามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ
  1. ใช้เส้นทางสายบางนา - ตราด (ทางหลวงหมายเลข 3) ผ่าน ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี ไปจนถึงจังหวัดตราด ระยะทางประมาณ 385 กม.
  2. ใช้เส้นทางหลวงมอเตอร์เวย์ สู่บ้านบึงแล้วใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 344 (บ้านบึง - แกลง) เมื่อถึงแกลงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง หลวงหมายเลข 3 (ถ.สุขุมวิท) ผ่าน อ.ขลุง จ.จันทบุรี แล้วข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเวฬุ เข้าสู่เขต จ.ตราด ที่ ต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง ระยะทางประมาณ 315 กม. ซึ่งเส้นทางนี้จะสะดวกและรวดเร็วกว่าเส้นทางแรก
*** หากไม่ต้องการเข้าสู่ตัวเมืองตราด ท่านสามารถที่จะเลี้ยวขวา บริเวณแยกเขาสมิง (แยกแสนตุ้ง) หลังจากข้ามสะพานเวฬุแล้ว เพื่อไปยังท่าเรือเฟอร์รี่ได้เลย
รถโดยสารประจำทาง
มีบริการเดินรถทั้งที่สถานีหมอชิตและสถานีเอกมัย สอบถามตารางเดินรถได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส.
ท่าเรือข้ามไปยัง เกาะช้าง
  1. ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยท์เฟอร์รี่ : มีเรือออกทุกชั่วโมง เที่ยวไป-กลับ ตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. ใช้เวลาในการข้ามฟาก 30 นาที สอบถามโทร. 0-3953-8196
  2. ท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวธรรมชาติ : มีเรือออกทุกๆ 45 นาที เที่ยวไป-กลับ ตั้งแต่เวลา 06.30-19.00 น. ใช้เวลาในการข้ามฟาก 30 นาที สอบถามโทร. 0-3955-5188
ทัวร์ดำน้ำเกาะต่างๆ
  • มีบริการทั้งดำน้ำลึกและดำน้ำตื้น มีรถไปรับ-ส่งถึงที่พัก ติดต่อ คุณปู โทร. 08-1863-1561
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.
โทรศัพท์: +66(0)3959-7255, +66(0)3959-7259-60
ข้อมูลเพิ่มเติม: Place.thai-tour.comPainaidii.comilovekohmak.com



สถานที่สวย

10 ที่เที่ยวในฝัน ของเมืองไทย ! Thailand Dream Destination

พบกับ 10 เส้นทางสู่ความฝัน จาก 5 ภูมิภาคของไทย แต่ละที่ล้วนน่าสนใจ ชวนให้ไปสัมผัสอย่างยิ่ง ซึ่งแต่ละเส้นทางท่องเที่ยวในฝันจะมีที่ใดบ้าง ลองมาติดตามกันเลย!
1. อลังการสีสันแห่งผาสิริมงคล (พระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์)
2. ป่าสนสลับสี (ป่าสน โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่)
เส้นทาง ภาคอีสาน
3. ป่าห่มศรัทธา (วัดป่าภูก้อน จ.อุดรธานี)
4. เกล็ดพญานาคริมโขง (เกล็ดพญานาค อ.สังคม จ.หนองคาย)
เส้นทาง ภาคกลาง / ตะวันตก
5. สะพานเมฆ (เขาช้างเผือก จ.กาญจนบุรี)
6. ทะเลหมอกใกล้กรุง (เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
เส้นทาง ภาคตะวันออก
7. ถนนชล-จันท์ (ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จ.ชลบุรี – ระยอง – จันทบุรี – ตราด)
8. หมู่เกาะสุดแดนบูรพา (หมู่เกาะทะเลตราด จ.ตราด)
เส้นทาง ภาคใต้
9. สระว่ายน้ำกลางทะเล (เกาะห้อง จ.กระบี่)
10. สวรรค์ของคนมีความรัก (เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล
เส้นทางที่ 1 : วัดแก้วสารพัดนึก พระธาตุผาซ่อนแก้ว อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์“อลังการความศักดิ์สิทธิ์ โอบล้อมท่ามกลางทะเลแห่งขุนเขา”

พระธาตุผาซ่อนแก้ว ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ความโดดเด่นอลังการที่ไม่เหมือนใคร นอกจากทิวทัศน์สวยๆของทะเล ภูเขารายรอบ และทะเลหมอกสีขาว ก็คือสีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสี ถ้วยชามเบญจรงค์ มุก ลูกปัด แก้ว แหวน เงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อยามต้องแสงแดด ทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงาม ราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ ควรค่าแก่การไปเยือน
คำว่า ผาซ่อนแก้ว เป็นชื่อยอดเขาที่ได้มาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ซึ่งมองเห็นลูกแก้วลอยลงมาจากฟ้า ก่อนลับหายไปบริเวณถ้ำที่ยอดเขา กลายเป็นความเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จลงมา และต่อมาก็เป็นที่ตั้งของ “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว วัดแสนสวยแห่ง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
– วัดเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00น. – 17.00 น.
– ช่วงเวลาเย็น ทั่วทั้งบริเวณวัดจะสะท้อนแสงระยิบระยับเป็นภาพที่สวยงาม
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่าน จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี จากนั้นเลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆ ทางที่จะไปแยกแคมป์สน มีจุดสังเกตคือ อบต. แคมป์สนอยู่ขวามือ ขับตรงไปกลับรถ ทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านทางแดงข้างๆ อบต. แคมป์สน

เส้นทางที่ 2 : ป่าสนสลับสี โครงการหลวงวัดจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่“ในฤดูหนาว สายลมคล้ายดั่งพู่กันธรรมชาติ แต่งแต้มป่าสนให้เต็มไปด้วยสีสัน”
เมื่อลมหนาวเดินทางมาถึง ป่าสนของ อ.กัลยาณิวัฒนา อำเภอลำดับ 878 ของประเทศไทย จะเริ่มผลัดใบรับฤดูหนาว เปลี่ยนสีเขียวของป่าที่ได้รับน้ำตลอดฤดูฝนให้เป็นสีสันตระการตา ไล่สีตั้งแต่เหลืองและน้ำตาลของต้นสนแดงและส้มของต้นเมเปิล ภาพที่เห็นคล้ายผืนผ้าใบไร้ขอบเขต ที่ถูกละเลงสีด้วยพู่กันธรรมชาติ และความที่แต่ละต้นมีการไล่ลำดับสีแตกต่างกัน ยิ่งทำให้ความสวยงามของเฉดสียิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ สนสองใบและสนสามใบของที่นี่ เป็นป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
จากหมู่บ้านที่ต้องเผชิญความลำบาก ก่อนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงโปรดเกล้าให้พัฒนาจนกลายเป็น “โครงการหลวงหมู่บ้านวัดจันทร์” เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของราษฏร กระทั่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกในปัจจุบัน ไฮไลต์สำคัญคือสัมผัสความอลังการของป่าสนใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพลิดเพลินกับหลากสีสันของใบไม้งามตามธรรมชาติ เช่น ใบเมเปิ้ลสีแดงส้ม ที่พร้อมใจผลัดใบในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี ใกล้กันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่หากมาเยือนในยามเช้า จะได้ยลสายหมอกแห่งความหนาวจับกลุ่มลอยฟุ้งเหนือผิวน้ำ ปกคลุมทิวสนจนกลายเป็นวิวสุดงดงาม และยังมีจักรยานให้ปั่นดื่มด่ำอากาศบริสุทธิ์, เดินศึกษาป่าสน หรือคลุกคลีไมตรีจิตจากชาวบ้านปากะญอได้ตามอัธยาศัย
– ฤดูหนาวเป็นช่วงที่ป่ามีสีสันสวยงามที่สุด
– ที่นี่มีเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยมาก ใครมียกใส่รถไปได้เลย
การเดินทาง จากเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ อ.แม่ริม  เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1095 ที่มุ่งหน้าสู่ อ.ปาย ก่อนเข้า อ.ปาย ประมาณ 13 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายเข้าถนน หมายเลข 1265 ไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ทางค่อนข้างคดเคี้ยวแต่เป็นถนนลาดยางตลอดทาง มีรถโดยสารสองแถวสีเหลือง (เชียงใหม่-สะเมิง-วัดจันทร์) ทุกวันจากสถานีขนส่งช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ หรือสามารถเลือกต่อรถจาก อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน แต่ควรตรวจสอบเวลารถก่อนเดินทาง
เส้นทางที่ 3 : ป่าห่มศรัทธา วัดป่าภูก้อน อ.นายูง จ.อุดรธานี
“อารามพิทักษ์ผืนป่า พลังศรัทธาแห่งสีเขียว”
ศาสนสถานที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา และความสวยงามของสถาปัตยกรรมของวัดป่าภูก้อนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่รายล้อมด้วยผืนป่าเขียวขจีกว่า 3,000 ไร่ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการสร้างวัด คือ ความมุ่งหมายที่จะรักษาธรรมชาติของป่าอันสมบูรณ์ และแหล่งต้นน้ำลำธารอันอุดมสมบูรณ์เอาไว้จากการถูกบุกรุกทำลาย จนกลายเป็นทิวทัศน์ระดับ Unseen Thailand
ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี” ที่สร้างเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พระพุทธรูปปางไสยาสน์แนวนอนความยาวกว่า 20 เมตร ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 6 ปี และเต็มไปด้วยตำนานเล่าขาน ตั้งแต่การได้มาของหินอ่อนขาวบริสุทธิ์จากประเทศอิตาลี  ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนของเศียรพระ รวมถึงงานแกะสลักอันวิจิตรตระการตาราวกับมีชีวิต จากนั้นแวะขึ้นไปกราบนมัสการ “องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์” เจดีย์ที่ชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
บริเวณวัดเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม ที่นอกจากจะเย็นใจในการได้เดินทางมาเยือนดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ยังเย็นตาไปกับงานก่อสร้างอันสวยงามอลังการ ร่วมสัมผัสความสุขในดินแดนพุทธศาสนาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย จากหัวใจสีเขียว ที่เปลี่ยนป่าผืนสุดท้ายแห่งอีสานตอนบน ให้กลายเป็นวัดพิทักษ์ป่าอันเขียวขจี
–  วัดป่าภูก้อนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม บนรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และ หนองคาย การเดินทางสามารถมาได้จากหลายเส้นทาง
–  ถ้าอยากถ่ายภาพวัดในมุมสูง สามารถทำได้ด้วยการเดินป่าสู่จุดชมวิวบนหุบเขาด้านบน ซึ่งต้องติดต่อคนนำทางก่อน
การเดินทาง จ.อุดรธานี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 564 กิโลเมตร สามารถเดินทางได้ทั้งทาง รถยนต์ส่วนตัว รถทัวร์ รถไฟ หรือ เครื่องบิน หากใช้รถโดยสารสาธารณะ เลือกทางที่จะไป อ.นายูง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ 8 กิโลเมตร แล้วต่อรถรับจ้างเข้าวัดป่าภูก้อนอีกต่อหนึ่ง
                         เส้นทางที่ 4 : เกล็ดพญานาคริมโขง อ.สังคม จ.หนองคาย
“เมื่อสายน้ำลดระดับ ริ้วรอยแห่งธรรมชาติจะถูกเปิดเผย  และร่องรอยแห่งศรัทธาจะปรากฎ”
อัศจรรย์ธรรมชาติแห่งลำน้ำโขง ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ ที่เพิ่งถูกค้นพบในภาคอีสาน บริเวณริมแม่น้ำโขงเกิดริ้วทรายขนาดใหญ่ดูคล้ายลายเกล็ดพญานาคตวัดตัวโค้งเลื้อยผ่าน ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ในท่าทราย ของหมู่บ้านปากโสม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย จนกลายเป็นเประเด็น Talk of The Town สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งเฉลยแห่งรอยปริศนา แท้จริงเกิดจากลอนคลื่นในแม่น้ำโขง พัดพาเอาทรายและตะกอนมาทับถมตรงจุดนี้ เมื่อถึงช่วงน้ำลดจนเห็นทรายแห้งเผือด ลมก็จะปัดเป่าเอาโคลนออกไป เหลือไว้เพียงลวดลายงดงามที่ดูน่าค้นหาดังเช่นปัจจุบัน หากใครอยากมาชมให้เห็นกับตา ต้องมาในช่วงฤดูหนาว-ฤดูแล้ง (ช่วงน้ำลด) โดยแนะนำให้ขับรถขึ้นไปที่วัดผาตากเสื้อ และใช้กล้องส่องลงมาที่หาดทรายก็จะเห็น “ริ้วทรายเกล็ดพญานาค” ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความสวยงามนี้กลับถูกซ่อนไว้ใต้ผืนน้ำ เพื่อรอเวลาอันเหมาะสมที่จะเผยโฉมในยามที่น้ำเริ่มลดลวดลายเหล่านั้นจึงค่อยปรากฏขึ้นแก่สายตา ซึ่งหากได้จากภาพมุมสูงก็จะยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก การที่ได้ฉายาว่าเมือง “นาคานคร” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้ จึงยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผู้คนทั้ง 2 ฟากฝั่ง ให้ยิ่งแน่นแฟ้น แม้หลายสิ่งจะเป็นเพียงเรื่องเล่าเก่าแก่ แต่เมื่อผนวกความสวยงามของสถานที่ ความเชื่อและตำนานศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ยิ่งทำให้เกล็ดพญานาคริมฝั่งโขงแห่ง อ.สังคม ควรค่าที่จะไปดูให้เห็นกับตาแม้เพียงสักครั้ง


– ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะไปชม ควรไปช่วงฤดูหนาว หรือฤดูร้อน (ช่วงน้ำลด)
– ถ้าอยากได้ภาพมุมกว้างที่มองเห็นทั้งเกล็ดพญานาค วิวแม่น้ำโขง และทัศนียภาพของประเทศไทยและลาว ให้ขึ้นไปจุดชมวิวบริเวณวัดผาตกเสื้อ
การเดินทาง หนองคายสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้หลายวิธี ทั้งรถประจำทาง รถไฟ หรือเลือกนั่งเครื่องบินไปลงอุดรธานีโดย อ.สังคม อยู่ห่างจาก อ.เมืองหนองคาย ประมาณ 95 กิโลเมตร ต้องต่อรถประจำทางท้องถิ่นหรือเหมารถสองแถวอีกต่อหนึ่ง
                              เส้นทางที่ 5 : เขาช้างเผือก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
“เหมือนปลายเท้าเหยียบอยู่บนพื้น แต่ร่างกายล่องลอยอยู่บนฟ้า”
เคยฝันไหม..ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต จะขึ้นไปบนท้องฟ้า สามารถสัมผัสและเหยียบเมฆได้? วันนี้จะเป็นความจริง เมื่อไปเยือน “เขาช้างเผือก” ยอดเขาสูงสุดกว่า 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ผืนป่าที่ยังรักษาความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้เป็นอย่างดี
สิ่งท้าทายสำหรับนักท่องเที่ยว “ใจถึง” คือ การไต่พิชิตยอดเขาช้างเผือก ด้วยระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัย  และมีร่างกายที่แข็งแรง เพราะต้องบากบั่นในเส้นทางลาดชัด ปีนข้ามเขาหลายลูก พร้อมเผชิญหน้า “สันคมมีด” สันหินแคบราว 1 เมตร ที่สองข้างทางเป็นผาลาด แต่รางวัลเมื่อถึงเส้นชัยช่างคุ้มค่า นั่นคือทัศนียภาพแสนงดงาม ของเขื่อนวชิราลงกรณ์ วิวฟากฝั่งประเทศพม่า รวมถึงสีครามของท้องทะเลอันดามัน คลอเคลียก้อนเมฆและสายหมอก  ที่จะทำให้คุณประทับใจจนลืมเหนื่อย!
– ช่วงเวลาที่เหมาะสมไปได้ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์
–  อุทยานฯ จำกัดนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดเขาช้างเผือก จำนวน 60 – 80 คน/วัน– ค่าบริการลูกหาบคนละ 900 บาท (จำนวนลูกหาบที่ใช้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสัมภาระของแต่ละคณะ)
– ค่าบริการเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่เป็นผู้นำทางคนละ 900 บาท
– เปิดให้ท่องเที่ยวประมาณช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี
– นักท่องเที่ยวควรมีการเตรียมความพร้อมร่างกายให้แข็งแรง ควรเตรียมหมวก เสื้อแขนยาว แว่นกันแดด ไฟฉาย ของใช้ส่วนตัว และอุปกรณ์การเดินทางที่เหมาะสม
– สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทร 034-532-114, 081-382-0359 และททท. สำนักงานกาญจนบุรี โทร 034-512-001 , 034-512-500
การเดินทาง จากกาญจนบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 323 สายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ ถึงตลาดอำเภอทองผาภูมิ ระยะทางประมาณ 141 กิโลเมตร จากอำเภอทองผาภูมิ ใช้เส้นทางหมายเลข 3272 สายทองผาภูมิ-บ้านไร่-ปิล๊อก ถึงสามแยกบ้านไร่ให้เลี้ยวซ้ายไป จนถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 24-25

เส้นทางที่ 6 : ภูลวงตา พะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี“ทะเลหมอกแห่งผืนป่าตะวันตก ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติใกล้กรุงฯ”
หากเอ่ยถึง “ทะเลหมอก” ส่วนใหญ่ทุกคนคงนึกถึงทะเลหมอกภาคเหนือ แต่ยังมีทะเลหมอกอีกหนึ่งแห่ง ที่ไม่ไกลมากนักจากกรุงเทพฯ คุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกที่มีให้ชมตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงภาคเหนือเพราะที่ “เขาพะเนินทุ่ง” ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร มีให้ยลโฉมตลอดทั้งปี
ซึ่งเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและต้นไม้ ที่พร้อมใจกันคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา จนกลายเป็นทะเลหมอกหนาตา ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลง บริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลัง โดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่ง คือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงาม รวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมดอกไม้แปลกตา และมีโอกาสพบสัตว์หายากนานาชนิดได้ตลอดเวลา เช่น นกเงือก ค้างแว่นถิ่นใต้ พญากระรอกดำ ไก่ฟ้า ไก่ป่า เป็นต้น
– อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้กำหนดปิดพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตั้งแต่บริเวณด่านสามยอด – บ้านกร่างแคมป์ – เขาพะเนินทุ่ง ในวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม และจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี
– กำหนดเวลาขึ้น–ลงเขาพะเนินทุ่ง วันละ 2 รอบ ดังนี้ 
เวลาขึ้น  ช่วงเช้าเวลา 05.30- 07.30 น.   ช่วงบ่ายเวลา 13.00 – 15.00 น.
เวลาลง  ช่วงเช้าเวลา 09.00 – 10.00 น.  ช่วงบ่ายเวลา 16.00 – 17.00 น.
– จองพื้นที่กางเต็นท์  www.dnp.go.th
– ติดต่อเช่ารถขึ้นเขาพะเนินทุ่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 032-459293
– สอบถามข้อมูลโรงแรม/ที่พัก นอกที่ทำการอุทยานที่ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.032-471005-6 www.เที่ยวภาคกลาง.com
การเดินทาง จากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ผ่าน จ.สมุทรสงคราม – สมุทรสาคร ถึง แยกวังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี ถึงสามแยกท่ายาง (กม.183-184) เลี้ยวเข้าถนน 3187 ผ่าน อ.ท่ายางและเลียบคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 7 กม. ถึงเขื่อนเพชรใช้เส้นทาง 3499 ระยะทางประมาณ 30 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากที่ทำการอุทยานฯ ถึงบ้านกร่างแคมป์ ระยะทาง 35 กม. และต่อไปอีก 15 กม.ถึงเขาพะเนินทุ่ง

เส้นทางที่ 7 : ถนนชล-จันท์ เส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิต จ.ชลบุรี – ระยอง – จันทบุรี – ตราด“ชิวอารมณ์ไปกับภูเขา ท้องฟ้า และสายน้ำ ผ่านถนนเลียบทะเลที่ยาวที่สุดในประเทศไทย”
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ขับรถเพลินๆ ไปบนถนนที่ด้านหนึ่งเป็นภูเขาและอีกด้านเป็นทะเลเป็นแน่ ถนนที่ชมวิวได้อย่างต่อเนื่องสายนี้ มีจุดเริ่มตั้งแต่ จ.ชลบุรี ผ่าน จ.ระยอง จ.จันทบุรี ไปจนถึง จ.ตราด เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่ามีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดในภาคตะวันออก มาชวนเพื่อนครอบครัว หรือคนรัก เปิดหน้าต่างฟังเสียงคลื่น สัมผัสกลิ่นไอทะเลในอารมณ์ “Scenic Route” บน “ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต
ไม่น่าแปลกใจที่ถูกขนานนามว่า “Scenic Route” หรือ “เส้นทางชมวิวสุดงดงาม” สำหรับถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ที่ตั้งอยู่เลียบชายหาดทะเลจังหวัดจันทบุรี จุดเด่นคือทัศนียภาพที่สวยงาม บรรยากาศร่มรื่น มีเลนส์เฉพาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยาน โดยตลอดเส้นทางจะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง ซึ่งจุดเริ่มต้นของเส้นทาง “Scenic Route” สตาร์ทตั้งแต่ อ่าวคุ้งวิมาน เส้นทางคดเคี้ยวเลียบเลาะภูเขาและทะเลรูปตัวเอส (s) เมื่อขับตรงไปจะพบกับ จุดชมวิวเนินนางพญา เนินเขาเล็กๆ ที่สามารถขึ้นไปชมความอลังการของเสน่ห์ท้องทะเลอ่าวคุ้งวิมานได้ รวมถึงอีกหนึ่ง Hi-light สำคัญที่ห้ามพลาดโดยเฉพาะคู่รัก คือการนำแม่กุญแจ 2 ลูกไปล็อคคู่กัน ตามความเชื่อที่ว่าจะรักกันยืนยาวตลอดไป จากนั้นขับออกมาทางเดิมจะผ่าน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้หลงใหลในสิ่งแวดล้อม กับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสวยงาม
– ควรตรวจสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง
– ตลอดเส้นทางมีจุดแวะพักมากมาย ควรวางแผนการเดินทางและเผื่อเวลาไว้สำหรับการแวะเที่ยวชม
การเดินทาง ถนนสายนี้เริ่มตั้งแต่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปยังแยกทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท – อ่าวไข่) จ.ระยอง เลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกไปเรื่อยๆ และสุดทางที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี รวมระยะทางทั้งหมด 111 กิโลเมตร
                                    เส้นทางที่ 8 : หมู่เกาะอินดี้ หมู่เกาะทะเลตราด
“หมู่เกาะแผ่นดินตะวันออก  ที่จะเปลี่ยนวันหยุด ให้เป็นมากกว่าที่เคย”
ตราด สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ พร้อมแล้วที่จะให้คุณได้ไปสัมผัสโลกของทะเลตะวันออกที่สวยงามไม่แพ้ฝั่งอันดามันพบกับสีเขียวมรกตของท้องทะเล สีฟ้าของท้องฟ้าปนเมฆจางๆ ที่ตัดกับสีสันของชุดว่ายน้ำของนักท่องเที่ยว พร้อมเกาะน่าเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก เกาะกระดาน เกาะขาม ฯลฯ ให้คุณเลือกว่าอยากไปชิวที่ไหน
น้ำทะเลใสราวกระจก ตัดสลับท้องฟ้าสีฟ้าคราม เพลิดเพลินกับสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร คือ เสน่ห์ทะเลฝั่งตะวันออกในจังหวัดตราด เมืองเกาะครึ่งร้อยที่หลายคนอยากมาเยือน ไล่ตั้งแต่เกาะกูด เกาะที่ The New york Times จัดให้เป็น 1 ใน 31 สถานที่ควรไปเยือน โดยเฉพาะบริเวณหาดคลองเจ้า มีหาดทรายเนียนละเอียดที่สุดบนเกาะกูด รวมถึงป่าชายเลนเขียวครึ้มทอดเป็นแนวยาวสุดสายตา จากนั้นไปเกาะหมาก เพื่อดำน้ำชมประติมากรรมช้างใต้ทะเลจากฝีมือของศิลปินแห่งชาติชื่อดัง ที่มีให้เลือกชมถึง 9 ตัว ต่อด้วยการสวมสน็อกเกิล เสื้อชูชีพ แล้วกระโดดลงไปดำผุดดำว่ายชมปะการังน้ำตื้น เห็นปลานานาชนิดว่ายไปมาอยู่รอบตัว ใต้ท้องทะเลอ่าวไทยสุดตื่นตาตื่นใจที่หมู่เกาะรัง นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เกาะกูด, เกาะผี, เกาะกระดาด ที่สร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กัน
ไม่เพียงแต่ท้องฟ้าและทะเล หมู่เกาะทะเลตราดยังมีกิจกรรมให้เลือกทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชมฝูงปลาที่ เกาะกระดาด ดูปะการังตามแนวหินภูเขาไฟที่เกาะขาม หรือปั่นจักรยานชมวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ดื่มด่ำความสวยงามของธรรมชาติ นั่งมองทะเลยามกลางวัน มองดวงดาวยามค่ำคืน จากนั้นเปิดหัวใจคุณได้สัมผัสความสุขที่หมู่เกาะแผ่นดินตะวันออกรอมอบให้
– เกาะหมากมีสวนยางพาราให้เที่ยวชมวิถีท้องถิ่นของชาวบ้าน และเกาะกูดมีน้ำตกให้ไปนอนเล่น
– ควรดูสัญญาณโทรศัพท์ดีๆ เพราะบางแห่งจะกลายเป็นสัญญาณของประเทศกัมพูชา หากใครเปิดระบบอัตโนมัติไว้ ระวังจะเจอค่าโทรแบบ international ซึ่งมีราคาสูง
– ที่เกาะช้างมีบริการ Dinner Cruise ที่นั่งเรือพายพาชมหิ่งห้อยยามค่ำ โรแมนติกมากสำหรับคู่รัก ติดต่อได้ที่ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก
การเดินทาง รถส่วนตัวสามารถเลือกไปได้หลายเส้นทางสู่ จ.ตราด ทั้งทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) หรือ 34 (บางนา-บางปะกง) นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทาง และสามารถต่อรถไปถึงท่าเรือได้อย่างสะดวกสบาย
                                  เส้นทางที่ 9 : สระว่ายน้ำกลางทะเล เกาะห้อง จ.กระบี่
“ดีกว่าไหม…ถ้าสระว่ายน้ำของคุณจะล้อมรอบด้วยผืนทรายและขอบฟ้า”
หากใครได้มาลอยคอไปกับความสวยใสของสระว่ายน้ำสีมรกตของเกาะห้อง ก็แทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปได้ไม่ยาก ลากูนกลางทะเลแห่งนี้ รายล้อมด้วยผาหินปูนเรียงรายที่โอบล้อมน้ำทะเลใสแจ๋วไว้ จนเหมือนเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวที่ไม่มีคลอรีน มีก็แต่สระน้ำใสๆ ที่ขอบสระเป็นหาดทรายขาว แถมด้วยปลาทะเลฝูงใหญ่ที่คอยเวียนว่ายอยู่เป็นเพื่อนไม่ให้เหงา
ผาชันที่ตั้งอยู่รายรอบเกาะ เสมือนผนังที่ห้อมล้อมทะเลน้ำใสไว้กึ่งกลาง จนเกาะห้อง จ.กระบี่ ถูกขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า อ่าวลากูนหรือทะเลใน ซึ่งถือเป็นเกาะที่มีทัศนียภาพสวยงามมาก โดยเฉพาะน้ำทะเลสีคราม จุดเด่นของเกาะห้องอยู่ที่ “อ่าวบิเละ” หาดทรายขาวละเอียดนุ่มเท้าลักษณะโค้งเป็นรูปนกบิน มีฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายให้เห็นอยู่ทั่วไปห่างจากชายหาดลงไปในทะเลมีกัลปังหาและปะการังหลากชนิด เหมาะแก่การลงเล่นน้ำ  และถือว่าเป็นแหล่งพายเรือคายัค แหล่งดำน้ำ ดูปะการังน้ำตื้นที่สวยงาม จนครั้งหนึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 เกาะ ที่มีหาดน่าเที่ยวและสะอาดที่สุดในโลก!
– บนเกาะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ มีร้านเครื่องดื่ม ขนม สุขา
– ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน (ช่วงเดือน มิ.ย. – ต.ค. เป็นช่วงฤดูมรสุม ไม่เหมาะในการมาเที่ยว)
 การเดินทาง มีเรือเร็วที่อ่าวนาง หรือหาเรือได้ที่ท่าเทียบเรือท่าเลน และท่าเรือที่หาดนพรัตน์ธารา แต่ขอแนะนำให้ซื้อแพ็คเกจแบบครึ่งวัน หรือเต็มวันไปจะสะดวกกว่า ซึ่งส่วนมากจะรวมเรื่องอาหารและเครื่องดื่มและเกาะอื่นๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
เส้นทางที่ 10 : สวรรค์ของคนมีรัก เกาะหลีเป๊ะ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล“ฟ้าใส ทรายขาว ทะเลสีมรกต เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะละลายหัวใจนักเดินทาง”’
“มัลดีฟส์” ทะเลในฝันของใครหลายคนในโลก ทั้งความใสกิ๊งของน้ำทะเล บวกธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์จากปะการังรอบเกาะ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มเหมือนแป้ง แต่เชื่อไหมว่าทั้งหมดนี้ก็มีอยู่ในบ้านเรา! มัลดีฟส์เมืองไทย สมญาของเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล สวรรค์แห่งท้องทะเลอันดามัน
หลีเป๊ะ” มาจากภาษาชาวเล “อูรักลาโว้ย” แปลว่า กระดาษ เป็นภาษาของชนกลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ตั้งชื่อจากลักษณะภูมิประเทศของเกาะที่แบนราบ และมีความยาวจากหัวเกาะไปยังท้ายเกาะเพียงแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ว่าเป็น 3 กิโลเมตร แห่งความโรแมนติก ที่จะสะกดลมหายใจของใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มากับคนรัก
จูงมือกันดำน้ำที่ร่องน้ำจาบัง เป็นการดำน้ำตื้นที่สามารถชมปะการังน้ำลึกได้ แวะอ่าวลิงที่เต็มไปด้วยกองทัพปูเสฉวน ชื่นชมความงามหาดพัทยา หาดชาวเล ดูความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติของเกาะหินงาม แล้วแวะหาเครื่องดื่มเย็นๆ อาหารทะเลสดๆ ที่ถนนคนเดิน นั่งชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่สะท้อนกับชายหาด ปิดท้ายก่อนกลับด้วยการไปลอดซุ้มประตูหินบนเกาะไข่ ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ครองคู่กันอย่างมีความสุข เท่านี้ก็ทำให้เกาะหลีเป๊ะกลายเป็นสวรรค์ของคนมีความรัก
– เนื่องจากที่พักบนเกาะต้องปั่นไฟฟ้าใช้ ดังนั้นควรตรวจสอบกับที่พักแต่ละแห่งว่า เปิด-ปิด ไฟเวลาเท่าใด
– อาหารบนเกาะค่อนข้างมีราคาแพงหากพกอะไรติดตัวไปได้ จะช่วยให้ประหยัดขึ้น
– หาข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.kohlipethailand.com
การเดินทาง จากท่าเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล มีเรือไปเกาะหลีเป๊ะทุกวัน เดินทางได้ช่วงเวลา ต.ค. ถึง พ.ค. ของทุกปี แต่ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อน หรือเลือกนั่งเครื่องบินไปลงที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วค่อยต่อรถไป
สัมผัสความอลังการทั้ง 10 เส้นทางในฝัน แล้วรู้สึกเหมือนกันไหม ว่าทำให้เรา “หลงรัก และหลงรักประเทศไทย” มากขึ้นจริงๆ…
**สำหรับผู้สนใจสามารถรับคู่มือท่องเที่ยว Dream Destinations ได้ที่ปั๊มน้ำมันบางจาก และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. – 30 เม.ย. 2557 เป็นต้นไป หรือจนกว่าของจะหมด**
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย www.tourismthailand.org/dreamdestinations